มาตรฐานการติดตั้ง Generator ที่ถูกต้อง ใช้จริง ปลอดภัย

มาตรฐานการติดตั้ง Generator ที่ควรรู้ก่อนใช้งานจริง

ในยุคที่ระบบไฟฟ้าสำรองมีความจำเป็น โดยเฉพาะสำหรับ Data Center องค์กรขนาดใหญ่ และโครงสร้างพื้นฐานทางไอทีที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง การมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) ที่พร้อมใช้งานจึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ แต่สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคือ “การติดตั้งให้ถูกต้องตามมาตรฐาน” ไม่ใช่แค่เรื่องของการวางเครื่อง เดินสาย แล้วเปิดใช้งาน แต่มันเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจตามมาได้

มาตรฐานการติดตั้ง Generator

มาตรฐานการติดตั้ง Generator คืออะไร?

มาตรฐานการติดตั้ง Generator หมายถึงชุดของข้อกำหนดทางเทคนิค ข้อปฏิบัติด้านความปลอดภัย และหลักการออกแบบที่วางไว้เพื่อให้การติดตั้งเครื่องปั่นไฟเป็นไปอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว มาตรฐานเหล่านี้อาจมีที่มาจากหน่วยงานกำกับดูแลภายในประเทศ เช่น วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) หรือมาตรฐานสากล เช่น NFPA จากสหรัฐอเมริกา

การปฏิบัติตามมาตรฐานไม่ได้หมายความว่าจะทำให้การติดตั้งช้าลงหรือแพงขึ้น แต่เป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ไฟฟ้าลัดวงจร ควันไหม้จากท่อไอเสีย หรือปัญหาจากการกราวด์ไม่ถูกต้อง ซึ่งในอุตสาหกรรมระดับ Tier 3 และ Tier 4 สิ่งเหล่านี้อาจหมายถึงการสูญเสียข้อมูลหรือหยุดการให้บริการที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง

ทำไมไม่ควรติดตั้ง Generator ตามความเคยชิน?

หลายองค์กรที่เคยติดตั้ง Generator มาก่อนอาจคุ้นเคยกับการทำงานแบบ “เคยทำมาแล้ว ไม่มีปัญหา” แต่ความจริงคือ ระบบไฟฟ้าสำรองในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานที่ที่ต้องใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติ เช่น ระบบ ATS สลับไฟ เครื่องปั่นไฟ หรือต้องเชื่อมต่อกับ Building Management System (BMS)

การติดตั้งตามความเคยชินอาจนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ เช่น:

  • ไม่ผ่านการตรวจรับรองจากหน่วยงานราชการ ทำให้ไม่สามารถเปิดใช้งานได้ตามกฎหมาย
  • เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น ระดับเสียงเกิน การระบายอากาศไม่เพียงพอ หรือระบบดับเพลิงไม่พร้อม
  • ส่งผลต่อประสิทธิภาพเครื่อง เช่น เครื่องยนต์ร้อนเกิน หรือ Generator ทำงานไม่ตรงตาม Spec

ดังนั้น การปฏิบัติตามมาตรฐานการติดตั้ง Generator จึงไม่ใช่เรื่องเลือกได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ

มาตรฐานการติดตั้ง Generator ในประเทศไทย

ในประเทศไทย การติดตั้งเครื่องปั่นไฟต้องเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในอาคารที่มีการใช้งานเชิงพาณิชย์ อุตสาหกรรม หรือโครงการของรัฐ

มาตรฐานจาก วสท. ที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้ง

วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ได้กำหนดแนวทางและข้อกำหนดทางวิศวกรรมสำหรับการออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้าสำรอง รวมถึงเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งครอบคลุมเรื่อง:

  • การออกแบบระบบไฟฟ้าให้เหมาะสมกับโหลด
  • การเลือกขนาดสายไฟและอุปกรณ์ป้องกัน

การจัดวางห้อง Generator ตามมาตรฐาน ให้ปลอดภัยและใช้งานได้จริง

ข้อกำหนดพื้นฐานในการติดตั้ง Generator ที่มักถูกมองข้าม

1. ระยะห่างรอบเครื่อง (Service Clearance)

  • ข้อมูลเพิ่มเติม: ตามมาตรฐาน วสท. และคำแนะนำของผู้ผลิต ระยะห่างโดยรอบเครื่องควรมีไม่น้อยกว่า 0.8 ถึง 1 เมตร เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเดินเซอร์วิส เปลี่ยนไส้กรอง หรือซ่อมบำรุงได้สะดวก
  • ด้านหน้าหม้อน้ำ: ต้องมีระยะห่างจากผนังหรือช่องระบายลมร้อนอย่างน้อย 1.5 เท่าของความสูงหม้อน้ำ เพื่อป้องกันลมร้อนตีกลับ (Recirculation)

2. ระบบระบายควันและไอเสีย (Exhaust System)

  • ทิศทางลม: ปลายท่อไอเสียต้องไม่อยู่ใต้หน้าต่างหรือใกล้ช่องนำอากาศเข้าอาคาร (Fresh Air Intake) เพราะควัน Carbon Monoxide อาจถูกดูดกลับเข้าไประบบแอร์ของอาคารได้
  • การขยายตัว: ต้องติดตั้ง Bellows (ท่ออ่อน) ระหว่างตัวเครื่องกับท่อไอเสีย เพื่อป้องกันการสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ทำความเสียหายต่อโครงสร้างท่อและอาคาร

3. ระบบป้องกันอัคคีภัยและการควบคุมมลพิษ

  • ระบบดับเพลิง: ในห้องเครื่องปั่นไฟมักใช้ถังดับเพลิงชนิด CO2 หรือเคมีแห้ง (Class B/C) หรือหากเป็นระบบอัตโนมัติควรเป็นระบบก๊าซ (เช่น FM-200) ไม่ควรใช้ระบบสปริงเกอร์น้ำเหนือตัวเครื่องโดยตรง
  • Bund Wall (ขอบกันน้ำมัน): พื้นที่รอบถังน้ำมันต้องทำขอบปูนสูงขึ้นมา (Bund wall) เพื่อกักเก็บน้ำมันหากเกิดการรั่วไหล ไม่ให้ไหลปนเปื้อนไปยังทางระบายน้ำสาธารณะ

4. การจัดการเสียง (Acoustic Treatment)

  • นี่คือสิ่งที่มักถูกลืมบ่อยที่สุด! หากติดตั้งใกล้ชุมชนหรือออฟฟิศ ต้องมีการติดตั้ง Sound Attenuator (แผงดักเสียง) ที่ช่องลมเข้า-ออก และใช้ท่อพักไอเสียแบบ Residential Grade เพื่อลดเสียงไม่ให้เกิน 70-85 dB(A) ตามที่กฎหมายกำหนด

กรณีไหนที่ต้องมีวิศวกรรับรอง

การติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในไทยมีข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องใช้ วิศวกรไฟฟ้ากำลัง (ที่มีใบอนุญาต กว.) รับรองในกรณีดังนี้:

  • งานออกแบบและคำนวณ: เมื่อระบบมีขนาด ตั้งแต่ 300 kVA ขึ้นไป ต้องมีวิศวกรระดับสามัญวิศวกร (สฟก.) ขึ้นไปเป็นผู้รับรองแบบ
  • งานควบคุมการติดตั้ง: เมื่อระบบมีขนาด ตั้งแต่ 500 kVA ขึ้นไป ต้องมีวิศวกรควบคุมดูแลการติดตั้งให้เป็นไปตามมาตรฐาน
  • อาคารควบคุมและงานเฉพาะทาง: สำหรับอาคารสาธารณะ โรงงาน หรือโครงการที่ต้องการความเสถียรสูงอย่าง Data Center (Tier 3-4) จำเป็นต้องใช้วิศวกรรับรองทั้งระบบไฟฟ้าและระบบเครื่องกล (เช่น ถังน้ำมันและระบบระบายอากาศ) เพื่อความปลอดภัยตามกฎหมายควบคุมอาคารและมาตรฐานสากล

มาตรฐานการติดตั้ง Generator สากลที่มักใช้อ้างอิง

นอกจากมาตรฐานภายในประเทศแล้ว ในอุตสาหกรรมระดับโลกยังมีการอ้างอิงมาตรฐานสากลจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่ติดตั้งมีความปลอดภัยและทันสมัย

NFPA 37 เรื่องตำแหน่งติดตั้งและความปลอดภัย

NFPA 37 เป็นมาตรฐานที่กำหนดเกี่ยวกับการติดตั้งและการใช้งานเครื่องยนต์เผาไหม้ภายในและ Turbine ซึ่งครอบคลุมถึง:

  • ระยะห่างขั้นต่ำจากอาคารและแหล่งติดไฟง่าย
  • การจัดการเชื้อเพลิงและการป้องกันการรั่วไหล
  • การออกแบบท่อไอเสียให้ปลอดภัย

NFPA 110 สำหรับ Generator ระบบสำรองไฟ

NFPA 110 เป็นมาตรฐานเฉพาะสำหรับ Emergency and Standby Power Systems ซึ่งใช้อ้างอิงในการออกแบบระบบสำรองไฟสำหรับพื้นที่วิกฤต เช่น โรงพยาบาล ศูนย์ข้อมูล และระบบโทรคมนาคม มาตรฐานนี้ครอบคลุม:

  • เวลาในการเริ่มทำงานของ Generator (Start-up Time)
  • ระบบควบคุมและสวิตช์อัตโนมัติ เช่น ATS
  • การบำรุงรักษาและการทดสอบประจำ

มาตรฐานไฟฟ้าและระบบกราวด์ที่ควรรู้

การต่อสายไฟและการกราวด์ (Grounding) เป็นส่วนสำคัญที่ต้องทำให้ถูกต้องตามมาตรฐาน IEC หรือ IEEE ซึ่งครอบคลุม:

  • การเลือกขนาดสายไฟตามกระแสโหลด
  • การติดตั้ง Circuit Breaker และ Fuse ที่เหมาะสม
  • การเชื่อมต่อสายดินให้มีค่าความต้านทานต่ำกว่า 5 Ohm

มาตรฐานการติดตั้ง Generator ต้องมีอะไรบ้างในการใช้งานจริง?

เมื่อเข้าสู่ภาคปฏิบัติ การติดตั้ง Generator ไม่ได้จบแค่เรื่องของมาตรฐาน แต่ต้องมีการวางแผนและดำเนินการอย่างเป็นระบบ ดังนี้

1. หลักการเลือกตำแหน่งติดตั้ง Generator

ตำแหน่งที่ติดตั้งต้องคำนึงถึง:

  • การเข้าถึงเพื่อบำรุงรักษา ควรมีพื้นที่รอบข้างเพียงพอสำหรับช่างเทคนิค
  • การระบายอากาศ ต้องมีช่องลมเข้าและออกที่เพียงพอต่อการทำความเย็น
  • ระดับเสียง ควรห่างจากพื้นที่ทำงานหรือที่พักอาศัย หรือใช้ระบบลดเสียง
  • ท่อไอเสีย ต้องออกแบบให้ไอเสียไหลออกจากอาคารอย่างปลอดภัยและไม่ย้อนกลับ

สำหรับโครงการขนาดใหญ่ เช่น Data Center มักจะมีการออกแบบคู่มือติดตั้งเครื่องปั่นไฟ แยกเฉพาะเพื่อให้มั่นใจว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามแผน

2. ฐานรองรับและโครงสร้างที่ได้มาตรฐาน

Generator ต้องตั้งบนฐานคอนกรีตหรือโครงสร้างที่แข็งแรง สามารถรับน้ำหนักได้ และมีระบบป้องกันการสั่นสะเทือน (Vibration Damping) เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอาคาร นอกจากนี้ยังต้องมีระบบป้องกันน้ำท่วมหรือการรั่วซึมของน้ำมันเชื้อเพลิง

3. มาตรฐานระบบไฟฟ้าในการติดตั้ง Generator

ระบบไฟฟ้าต้องออกแบบให้รองรับโหลดสูงสุด (Peak Load) และมีอุปกรณ์ป้องกันในกรณีที่เกิดปัญหา เช่น:

  • Main Circuit Breaker สำหรับตัดไฟในกรณีฉุกเฉิน
  • ATS (Automatic Transfer Switch) สำหรับสลับไฟจากแหล่งจ่ายหลักมายัง Generator อัตโนมัติ
  • Synchronization Panel กรณีใช้หลาย Generator ร่วมกัน

4. ระบบสายดิน (Grounding)

การกราวด์ที่ดีช่วยป้องกันไฟฟ้าดูดและลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจร ต้องมีการติดตั้ง:

  • แท่งกราวด์ (Grounding Rod) ฝังลงดินให้มีค่าความต้านทานต่ำ
  • สายกราวด์เชื่อมต่อกับตัวเครื่องและแผงไฟฟ้า
  • การทดสอบค่าความต้านทานด้วยเครื่องมือมาตรฐานก่อนเปิดใช้งาน

คำถามพบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับ มาตรฐานการติดตั้ง Generator

ติดตั้ง Generator ต้องขออนุญาตไหม?

หากขนาดรวมกันตั้งแต่ 200 kVA ขึ้นไป ต้องขอใบอนุญาตผลิตพลังงานควบคุม (พค.2) ต่อกรม พพ. และหากเข้าข่ายอาคารควบคุมหรือมีขนาดตั้งแต่ 300 kVA ขึ้นไป จะต้องมีวิศวกรไฟฟ้าที่มีใบอนุญาต (กว.) เซ็นรับรองการออกแบบและติดตั้งตามกฎหมาย

ถ้าไม่ติดตั้งตามมาตรฐานจะเกิดอะไรขึ้น?

อาจเกิดปัญหาทั้งด้านกฎหมาย เช่น ไม่ผ่านการตรวจรับจากเจ้าหน้าที่ และด้านความปลอดภัย เช่น ไฟฟ้าลัดวงจร ไฟไหม้ หรือระเบิดจากน้ำมันรั่ว ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

ควรให้ใครเป็นคนติดตั้งถึงจะปลอดภัย?

ควรใช้บริษัทที่มีประสบการณ์และทีมช่างที่ผ่านการฝึกอบรม พร้อมมีวิศวกรรับรอง โดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น ระบบ Data Center หรืออุตสาหกรรมที่ใช้โหลดไฟฟ้าต่อเนื่อง

สรุป

การติดตั้ง Generator ไม่ใช่แค่เรื่องของการวางเครื่องและเดินสายไฟ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และการปฏิบัติตามมาตรฐานการติดตั้ง Generator อย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานของ วสท. หรือมาตรฐานสากลอย่าง NFPA การปฏิบัติตามมาตรฐานไม่เพียงช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นการลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและปัญหาทางกฎหมายในอนาคต

หากคุณกำลังวางแผนติดตั้ง Generator สำหรับโครงการอุตสาหกรรม Data Center หรือระบบสำรองไฟในองค์กร การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เช่น YUCHAI Generator จาก Grandline Innovation จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าระบบของคุณพร้อมใช้งานจริงและปลอดภัยในทุกสถานการณ์

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่:

โทรศัพท์: 025397999

Email: info@gli.co.th

LineOA: @gliofficial

แชร์บทความนี้..